
ต้นฉบับพังหลายครั้ง ไม่ได้พังเพราะเขียนไม่เก่ง แต่มักพังเพราะเชื่อตัวเลขผิดโปรแกรม เขียนมา 1,032 คำ แต่ลูกค้ารับได้ 1,000 คำถ้วน คุณเลยต้องนั่งลบประโยคที่ดีที่สุดตอนใกล้เดดไลน์ แบบหัวเสียเงียบๆ คนไม่เขียนอาจมองว่าแค่ 32 คำ แต่คนทำงานจริงรู้ดีว่า 32 คำสุดท้ายนี่แหละ มักเป็นส่วนที่ทำให้งานมีน้ำหนักหรือไม่มีเลย
ปัญหาคือหน้าแรกของ Google ชอบโยนลิสต์เดิมๆ มาให้คุณ ชื่อโปรแกรมเรียงกันสวย แต่ไม่บอกว่าอันไหนเหมาะกับงานสั้น งานยาว งานทีม หรือไฟล์ที่ต้องส่งบรรณาธิการจริง ที่แย่กว่านั้นคือแทบไม่มีใครบอกว่าตัวเลขคำอาจไม่เท่ากันในแต่ละเครื่องมือ โดยเฉพาะงานภาษาไทยที่มีการคัดลอกข้ามโปรแกรม เว้นวรรคเพี้ยน หรือมีหัวเรื่อง เชิงอรรถ และข้อความแทรกปนอยู่ในไฟล์
ตัวเลขคำไม่ใช่เรื่องจุกจิก แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่างงานผ่านกับงานหลุด
นักเขียนเจอเพดานคำแทบทุกสาย บทความ 800 คำ คอลัมน์ 1,200 คำ บรีฟ SEO ระบุช่วงคำไว้ชัด งานประกวดกำหนดอักขระไม่รวมเว้นวรรค ถ้าคุณนับคลาด งานจะเสียตั้งแต่ขั้นส่ง ไม่เกี่ยวว่าคุณเขียนดีแค่ไหน ยิ่งตอนแก้งานรอบท้าย ตัวเลขที่เกินมานิดเดียวทำให้ต้องตัดย่อหน้าที่อุตส่าห์ปั้นจังหวะมาอย่างดีออกไปแบบเจ็บๆ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณเขียนเยอะไปอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณไว้ใจตัวเลขผิดตัว
เครื่องมือที่นักเขียนใช้กันแพร่หลายจริง
ถ้าดูจากการใช้งานในหน้างาน เครื่องมือที่คนเขียนหยิบใช้บ่อยไม่ได้มีแค่ตัวที่ดังสุด แต่เป็นตัวที่เช็กจำนวนคำได้ไว ใช้งานต่อได้จริง และไม่ทำให้ตอนส่งไฟล์มีเรื่องให้ปวดหัวเพิ่ม ด้านล่างนี้คือกลุ่มที่เห็นใช้กันบ่อยในงานเขียนทั่วไป งานคอนเทนต์ และงานต้นฉบับยาว
Microsoft Word
Word ยังเป็นตัวหลักของฟรีแลนซ์ บรรณาธิการ และองค์กรจำนวนมาก เพราะจำนวนคำแสดงบนแถบสถานะด้านล่างตลอด และมีหน้าต่าง Word Count สำหรับดูรายละเอียดเพิ่ม เช่น คำ อักขระ ย่อหน้า และหน้าเอกสาร จุดแข็งของมันคือเวลาคุยกับปลายทางแล้วภาษาตรงกัน ทุกคนเห็นไฟล์แบบใกล้เคียงกัน แต่จุดที่ต้องระวังคือเอกสารที่มีเชิงอรรถ กล่องข้อความ หรือข้อความคัดลอกมาจากหลายแหล่ง ตัวเลขอาจเปลี่ยนแบบงงๆ ถ้าคุณไม่เช็กให้ชัดก่อนส่ง
Google Docs
ถ้าคุณทำงานร่วมกับทีม Google Docs สะดวกมาก เพราะเข้าไปที่เมนู Tools แล้วดู Word count ได้ทันที และยังเปิดให้แสดงจำนวนคำระหว่างพิมพ์ได้ด้วย ความได้เปรียบคือการคอมเมนต์ แก้พร้อมกัน และไม่ต้องไล่ไฟล์เวอร์ชันไปมา แต่ความหงุดหงิดของมันอยู่ตรงที่งานออนไลน์มักมีสิ่งรบกวนเยอะ ทั้งคอมเมนต์ ข้อเสนอการแก้ และการใช้งานผ่านมือถือที่ไม่ลื่นเท่าเดสก์ท็อป
Apple Pages
สาย Mac หลายคนชอบ Pages เพราะหน้าจอโล่ง อ่านสบาย และเปิดแสดงจำนวนคำที่ด้านล่างเอกสารได้ รวมถึงสลับไปดูอักขระ ย่อหน้า หรือหน้าก็ได้ ถ้าคุณเป็นนักเขียนที่อยากโฟกัสกับประโยคมากกว่าหน้าตาเครื่องมือ ตัวนี้น่าใช้กว่าที่คนชอบมองข้าม แต่ถ้าทีมรอบตัวคุณใช้ Word เป็นหลัก งานส่งออกและจัดหน้าอาจทำให้มีงานตามมาอีกหนึ่งรอบ
Scrivener
พอเป็นงานยาวอย่างนิยาย สารคดี หรือวิทยานิพนธ์ Scrivener จะเริ่มฉายของ เพราะมันไม่ได้มีแค่ตัวเลขคำ แต่มันมีระบบเป้ารายวัน เป้าเซสชัน และเป้าระดับโปรเจกต์ นี่ต่างหากที่ทำให้คนเขียนหนังสือชอบมัน คุณไม่ต้องเดาว่าวันนี้เขียนพอหรือยัง เพราะตัวโปรแกรมบอกชัด แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีช่วงเรียนรู้พอสมควร ถ้าคุณแค่เขียนบทความสั้นแล้วต้องการนับคำไวๆ มันอาจใหญ่เกินงาน
LibreOffice Writer
คนที่ไม่อยากผูกกับค่าสมัครรายเดือนมักไปทาง LibreOffice Writer เพราะใช้ฟรี และมีระบบแสดงจำนวนคำกับอักขระในหน้าทำงานแบบชัดเจน มันเหมาะกับคนที่ต้องการซอฟต์แวร์เดสก์ท็อปจริงจังโดยไม่จ่ายเพิ่ม ข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่การนับ แต่อยู่ที่ขั้นตอนทำงานร่วมกับคนอื่น ถ้าลูกค้าใช้ Track Changes หนักๆ ในไฟล์ Word คุณอาจต้องเผื่อเวลาเช็กความเข้ากันของไฟล์ไว้เสมอ
WPS Writer
WPS Writer ถูกใช้เยอะในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และฟรีแลนซ์ที่ต้องการหน้าตาคล้าย Word ใช้งานไม่ยาก และมีฟังก์ชันนับคำในสายงานเอกสารทั่วไป จุดดีคือคนย้ายมาจาก Word มักปรับตัวไว แต่ถ้างานนั้นซีเรียสเรื่องรูปแบบไฟล์มาก เช่น เอกสารส่งลูกค้าองค์กรหรือหน่วยงาน ควรทดสอบไฟล์สุดท้ายก่อน ไม่ใช่เชื่อตัวเลขอย่างเดียวแล้วค่อยมาแก้ตอนปลายทางเปิดไม่ตรง
เครื่องมือนับคำออนไลน์
เวลาต้องเช็กเร็วๆ เครื่องมือบนเว็บก็ยังมีที่ยืน เพราะวางข้อความลงไปแล้วเห็นจำนวนคำ อักขระ หรือเวลาอ่านได้ทันที นี่คือประเภทของ โปรแกรมนับคำ ที่เหมาะกับการเช็กคร่าวๆ ก่อนตัดสินใจแก้ต้นฉบับ แต่ก็เป็นกลุ่มที่หลอกคนง่ายที่สุดเหมือนกัน เพราะฟอร์แมตหาย บรรทัดแปลกๆ ถูกล้างออก และถ้าเนื้อหาคุณเป็นงานที่ยังไม่ควรหลุดออกนอกเครื่อง การเอาไปวางบนเว็บก็มีเรื่องความเป็นส่วนตัวตามมาทันที
เลือกยังไงไม่ให้ตัวเลขหลอก: วิธีดู 3 ชั้นก่อนใช้
ถ้าจะเลือก โปรแกรมนับคำ ให้ตรงงาน อย่าถามแค่ว่าอันไหนนับได้ เพราะวันนี้แทบทุกตัวนับได้หมด คำถามที่ควรถามคือ มันนับสดไหม มันนับอะไรบ้าง และมันเป็นตัวเลขที่คุณใช้ส่งงานจริงได้หรือเปล่า ผมเรียกมันง่ายๆ ว่าเช็กสามชั้นก่อนฝากชีวิตไว้กับตัวเลข
ชั้นแรก: ดูสดไหม
งานข่าว งานคอนเทนต์ และงานที่มีเพดานคำชัด ต้องเห็นจำนวนคำระหว่างพิมพ์ได้ จะได้ไม่เขียนทะลุไปไกลแล้วค่อยกลับมาฟันทิ้งทีหลัง Word, Google Docs และ Scrivener ทำเรื่องนี้ได้ดีเพราะตัวเลขอยู่ใกล้สายตา ไม่ต้องกดหาให้เสียจังหวะทุกไม่กี่ย่อหน้า
ชั้นที่สอง: นับอะไรบ้าง
บางงานเอาจำนวนคำ บางงานเอาอักขระไม่รวมเว้นวรรค บางงานอยากรู้ย่อหน้าหรือหน้าทั้งหมด ถ้าคุณทำโฆษณา แคปชัน หรือข้อความสั้นๆ เรื่องอักขระจะสำคัญกว่าคำทันที ตรงนี้โปรแกรมอย่าง Word, Google Docs และ Pages ให้รายละเอียดชัดกว่าเว็บนับคำหลายตัวที่บอกเลขมาอย่างเดียวโดยไม่บอกฐานการนับ
ชั้นที่สาม: ใช้ส่งงานจริงหรือแค่เช็กคร่าวๆ
นี่คือจุดที่คนพลาดบ่อยสุด ถ้าคุณจะส่งไฟล์ Word ให้บรรณาธิการ ก็เช็กตัวเลขใน Word ไปเลย ถ้าปลายทางทำงานใน Google Docs ก็ให้ยึดตัวเลขจากเอกสารนั้น อย่านับจากที่หนึ่งแล้วส่งจากอีกที่หนึ่ง เพราะความต่างไม่กี่คำอาจทำให้คุณต้องลบตอนท้ายแบบเสียทรงทั้งบท
จุดพลาดที่ทำให้นับคำคลาด แม้ใช้เครื่องมือถูกตัว
ของจริงมันไม่ได้พังเพราะเลือกโปรแกรมผิดอย่างเดียว แต่มันพังเพราะไฟล์มีสิ่งแทรกที่คนไม่ทันคิด ตัวเลขของแต่ละระบบจึงอาจไม่ตรงกันเป๊ะ โดยเฉพาะเอกสารที่ไม่ได้เป็นข้อความล้วน
ก่อนส่งงาน ลองเช็กเรื่องพวกนี้ให้ครบ แล้วคุณจะลดดราม่าหน้างานได้เยอะ:
- หัวเรื่อง คำบรรยายภาพ เชิงอรรถ หรือกล่องข้อความถูกนับรวมอยู่หรือไม่
- มีการคัดลอกจาก PDF หรือเว็บจนเกิดเว้นวรรคประหลาดแฝงอยู่หรือเปล่า
- ผู้ว่าจ้างต้องการ “คำ” หรือ “อักขระ” กันแน่
- งานเป็นภาษาไทยล้วน ภาษาอังกฤษล้วน หรือสองภาษาปนกัน เพราะรูปแบบการแยกคำมีผลกับผลนับในบางระบบ
เพราะแบบนี้ การใช้ โปรแกรมนับคำ จึงไม่ใช่แค่เปิดแล้วดูเลข แต่คือการเช็กเงื่อนไขของงานก่อนเชื่อเลขนั้นต่างหาก
ถ้าต้องเลือกแค่ตัวเดียว ตัวไหนเหมาะกับใคร
ถ้าคุณรับงานหลากหลายและปลายทางเป็นลูกค้าองค์กรหรือบรรณาธิการบ่อย Microsoft Word ยังปลอดภัยที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่คุยด้วยภาษาเดียวกันเรื่องไฟล์และตัวเลข
ถ้าคุณทำงานร่วมกับทีมแบบแก้สด คอมเมนต์สด Google Docs จะพาคุณหนีจากไฟล์ชื่อ final-final-revised ได้เร็วมาก
ถ้าคุณเขียนงานยาวเป็นบทๆ และอยากเห็นความคืบหน้าชัด Scrivener เป็นมากกว่า โปรแกรมนับคำ เพราะมันช่วยคุมวินัยการเขียนไปพร้อมกัน
ส่วนคนที่อยู่ฝั่ง Mac และอยากได้หน้าจอสะอาดก็ไปทาง Pages ได้สบาย คนที่คุมงบประมาณก็ยังมี LibreOffice Writer และ WPS Writer เป็นทางเลือกที่ใช้งานจริงได้ ไม่ต้องจ่ายแพงเพื่อแค่ดูตัวเลขคำ
ข้อมูลฟีเจอร์ที่กล่าวถึงข้างต้นอิงจากหน้าช่วยเหลือและหน้าโปรแกรมของ Microsoft Word, Google Docs Editors Help, Apple Pages User Guide, Literature & Latte สำหรับ Scrivener, LibreOffice Help และ WPS Office ซึ่งเป็นแหล่งที่ยืนยันได้ว่ามีระบบแสดงจำนวนคำหรือฟังก์ชันนับคำจริง
ถ้าคุณกำลังคิดจะย้ายเครื่องมือ อย่าเริ่มจากถามว่าอะไรดังสุด ให้เริ่มจากถามว่างานของคุณพังตรงไหนบ่อยสุด ถ้าพังเพราะเกินคำ คุณต้องการตัวเลขที่เชื่อได้ ถ้าพังเพราะเขียนไม่จบ คุณต้องการระบบที่ดันให้เขียนต่อ แล้วตอนนี้ล่ะ เครื่องมือที่คุณใช้อยู่ช่วยคุมงานจริง หรือแค่ปลอบใจว่าคุณยังคุมมันได้?















